โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุชาวมอญ จังหวัดปทุมธานี

  • นฤนาท ยืนยง, วลัยนารี พรมลา

Abstract

การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง  (Quasi Experimental Research) เพื่อศึกษา โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุชาวมอญ จังหวัดปทุมธานี ได้แก่ ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ ของผู้สูงอายุชาวมอญ จังหวัดปทุมธานี จำนวน 30 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ และโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ มีค่าเท่ากับ .76 แบบสอบถามทัศนคติต่อการส่งเสริมสุขภาพ และแบบสอบถามแบบสอบถามพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ ตรวจสอบสอบความเที่ยงมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีค่าเท่ากับ .78  และ .80 ตามลำดับและแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ นำไปหาค่าความเชื่อมั่น KR 20 ได้ค่าความเชื่อมั่น .72         วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเปรียบเทียบ  (t- test dependent)


 


ผลการวิจัย


ผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ ได้แก่ ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ ของผู้สูงอายุชาวมอญ จังหวัดปทุมธานี หลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง ดังนี้


  1. 1. ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ อยู่ในระดับมากเพิ่มขึ้นหลังการได้รับโปรแกรม จากร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 88 (ก่อน Mean = 18.75, S.D. = .50, หลัง Mean = 25.00, S.D. = .55) และทดสอบค่าที พบว่าความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพก่อนและหลังทดลองมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t= 2.88, P=.01)

2. ทัศนคติต่อการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุชาวมอญ อยู่ในระดับมาก เพิ่มขึ้นหลังจากการได้รับโปรแกรมจากร้อยละ 80 เป็นร้อยละ 85 (ก่อน Mean = 2.70, S.D. = .50, หลัง Mean = 


2.90, S.D. = .40) และทดสอบค่าที พบว่า ทัศนคติเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพก่อนและหลังได้รับโปรแกรมมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t= 2.04, P=.01)


  1. 3. พฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุชาวมอญ อยู่ในระดับดี เพิ่มขึ้นหลังจากการได้รับโปรแกรมจากร้อยละ 75 เป็นร้อยละ 90 (ก่อน Mean = 2.50, S.D. = .60, หลัง Mean = 2.89, S.D. = .50) และทดสอบค่าที พบว่า พฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพก่อนและหลังมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t= 3.04, P=.01)

The purposes of this quasi experimental research were to study 1) the effective of a health promotion of elderly’s Mon in Pathumthani Province include knowledge, attitude, and behavior health promotion. The study samples were purposive sampling consisted of 30 elderly. Data were collected using the demographic data record form, the knowledge of health promotion questionnaire, the attitude health promotion questionnaire, the behavior health promotion of elderly questionnaire, and the program of health promotion. The program of health promotion which content validity index was at .76, the knowledge of health promotion reliability test was conducted using the result of KR 20 was at .72, and the attitude, and the behavior health promotion using the result of Cronbach’s Alpha Coefficient which were at .80, and .78 consecutively. Descriptive statistics and t- test dependent were used for data analysis.


The results of the study showed that (1) the knowledge of health promotion after participating in the program were increased from 70%  to 88%, and mean knowledge of health promotion of elderly’s Mon before and after participating in the program were statistically significant difference at .05 (t= 2.88, P=.01). (2) The attitude health promotion of elderly after participating in the program were at increased from 80% to 88%, and the attitude health promotion of elderly’s Mon before and after participating the program were statistically significant difference at .05 (t= 2.04, P=.01).  (3) The behavior health promotion of elderly after participating in the program were at increased from 75% to 90%, and the behavior health promotion of elderly’s Mon before and after participating the program were statistically significant difference at .05 (t= 3.04, P=.01)


 

Published
2018-09-20
How to Cite
วลัยนารี พรมลา, นฤนาท ยืนยง,. โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุชาวมอญ จังหวัดปทุมธานี. วารสารสถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ, [S.l.], p. 391 - 401, sep. 2018. ISSN 2539-5939. Available at: <http://journal.svit.ac.th/index.php/1/article/view/202>. Date accessed: 15 nov. 2018.